funny games US version

 

 

 ครอบครัวหนึ่งพักตากอากาศที่บ้านริมทะเล ภายนอกดูเหมือครอบครัวที่เพรียบพร้อม จนกระทั้งชายแปลกหน้าละอ่อน 2 คนเข้ามาขอไข่ แต่แล้วการขอไข่ก็กลายเป็นการกวนประสาท เมื่อหนึ่งในสองทำไข่แตกซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายก็กลายเป็นสงครามประสาทเมื่อพวกเขาจับครอบครัวนี้ขังอยู่ในบ้าน บังคับเล่นเกมๆหนึ่งซึ่งเป็นเกมที่ต้องเอาชีวิตใครคนใดคนหนึ่งเป็นเดิมพัน แต่ดูเหมือนว่าคู่หูอ้วนผอมจะไม่ยอมให้ครอบครัวนี้ชนะหรอก

  นี้คือพล็อตของหนังที่สร้างปรากฏการณ์ในการยั่วล้อสูตรของหนังเขย่าขวัญ(หรือสยองขวัญ)ตรงที่ตัวเอกของเรื่องเป็นเหยื่อซึ่งมักเป็นผู้หญิงและเด็ก ต้องเอาตัวรอดจากเหล่าร้าย เด็กมักจะรอดชีวิตด้วยความเฉลียวฉลาด แม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงของตัวเอก จนในที่สุดเหล่าร้ายก็ต้องเป็นฝ่ายเพลี้ยงพล้ำ เมื่อวิธีการดังกล่าวมาอยู่ในมือของมิคาเอล ฮาเนเก้ เขาก็นำสูตรเหล่านั้นมาใช้กับหนังเรื่อง  Funny Games เพื่อยั่วล้อ คล้ายๆกับหนังเขย่าขวัญเรื่อง Scream

  แต่ในที่สุดเขากลับปล่อยหมัดเด็ดด้วยความคิดที่ว่าเป็นอย่างไร ถ้าสูตรของหนังที่เราคุ้นเคยข้างต้นมันกลับกันละ ยิ่งไปกว่านั้นเขาหนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังสยองขวัญที่ไม่มีการใช้เทคนิคเลือดทะลัก(หนังเรื่องนี้เห็นเลือดน้อยมากๆ) เครื่องในกระจายแบบหนังเรื่องอื่นๆนิยมทำกัน แต่ใช้อารมณ์ของนักแสดงซึ่งมองเห็นความสิ้นหวังอยู่รอมร่อ โดยเฉพาะ 3 พ่อแม่ลูกผู้โชคร้ายที่ดันเปิดรับไอ้2 คนนั้น ชีวิตยิ่งกว่าบรรลัย แม้แต่ฉากที่ทำให้คนดูรู้สึกว่าตัวเอกที่เป็นเหยื่อมีความหวัง ก็ไม่วายที่หนึ่งในสอง ปล่อย "ของ"ให้คนดูเหวอจนเป็นฉากในตำนานของดูหนังหลายๆคน เพื่ให้ตนเองกลับมามีชัยอีกครั้ง แถมทุกครั้งที่พวกเขากำลังคุมเกม หนึ่งในสองก็กวนโอ้ยหลาย หันมาถามคนดู ชวนมามีส่วนร่วมอยู่เป็นระยะๆ

michael in FG

  ผลตอบรับจาก "เกมมหาสนุก"ของฮาเนเก้ สร้างความเกรียวกราวในลักษณะที่ว่าถ้าไม่ชอบก็เกลียดชนิดยิ่งกว่าเข้ากระดูกดำ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการกดดันและทรมานตัวละครด้วยอารมณ์และบรรยากาศอย่างถึงที่สุด แล้วจบลงโดยไม่เห็นความหวังใดๆ มันคือหนัง Feel Bad สมบูรณ์แบบ แต่ฮาเนเก้รู้ว่าเกมนี้ยังไม่สามารถเข้าถึงคนดูที่เสพหนังฮอลลีวู้ด ถ้าปล่อยไว้คนดูมีหวังโดนล้างสมอง ฮาเนเก้เลยทำเกมมหาสนุกเวอร์ชั่นอเมริกันซะเลย อย่างน้อยจุดประสงค์ที่สำคัญคือการเสียดสีความรุนแรงของสื่อกระแสหลักไม่ว่าจะเป็นหนังฮอลลีวู้ด จนถึงข่าวบนหน้าจอโทรทัศน์ ด้วยความรุนแรงที่มาอย่างเงียบเชียบ ไม่โจ่งแจ้ง แต่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งการที่ผู้ชมคาดเดาไม่ได้ว่าชะตากรรมของเหยื่อจะจบลงวิธีไหน ทำให้หนังสะเทือนอารมณ์อย่างรุนแรง  แม้คนเขียนยอมรับว่าไม่เคยดูต้นฉบับ(เคยดูแต่ภาพนิ่งบางส่วน) แต่รู้สึกได้ว่าฮาเนเก้ยังรักษา"ลูกบ้า"ไม่เสื่อมคลาย

  อย่างไรก็ตามเกมนี้คงไม่สนุกถ้าขาดผู้เล่นทั้งฝ่ายครอบครัว และฝ่ายโจรหน้าละอ่อน เหมือนกับว่าถ้าขาดคนใดคนหนึงเกม(หรือหนัง)ก็ไม่สนุกละซิ ซึ่งรู้สึกว่าเกมฉบับนี้เน้นผู้เล่นนามว่า นาโอมิ วัตส์ ทีบทบาทของเธอในหนังเรื่องนี้หนักหน่วง และใช้พลังยิ่งกว่า Mulholland Drive เพราะต้องเป็นฝ่ายกระทำ และถูกกระทำสารพัด ซึ่งทั้งเรื่องดูเป็นฝ่ายหลังมากกว่า แต่ด้วยการที่เธอสามารถรับผิดชอบบทบาทได้น่าเชื่อถือ จึงขอยกให้เธอเป็น MVP (most valuable player) ประจำเกมนี้

ปล. 1.ดูเกมนี้ นอกจอก็เฮี้ยน เมื่อถึงฉากในตำนาน เพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้ดู้ตั้งแต่ต้น ถามว่าฉัน"กดเร่ง"หรือเปล่าวะ

2.นึกๆไป ก็อยากไปช่วย Mervillesxx ไปขอไข่ จากครอบครัวของ"กะทิ" เพื่อตอบแทนบุญคุณที่เคยวิจารณ์หนัง"ความสุขของกะทิ"ได้ซึ้งใจจนไม่กล้าอ่านหนังสือตั้งแต่บัดนั้น

3.นอกจากจะแสดงนำแล้ว นาโอมิ วัตส์ยังเป็นผู้อำนวยการสร้างของหนังเรื่องนี้ด้วย ซึ่งถ้าเธอรู้ว่าหนังของเธอ โดนกระทรวงหนึ่งของประเทศ"สารขัณฑ์" แบนด้วยเหตุผล "ขัดต่อวัฒนธรรมอันดีงาม" คงปรี๊ดดแตก แล้วชวนเพื่อนซี้ นิโคล คิดแมน มาสร้างตำนาน "คู่หูเตี้ยโย่ง" ไปขอไข่จากกระทรวงดีกว่า

new bastard couple for FUNNY GAMES

 

 

 

edit @ 14 Nov 2009 17:45:41 by initial A

บอกตามตรงว่าฉันไม่ใช่นักวิจารณ์หนังแบบมืออาชีพเท่าไร

แต่การที่จะเอาบทความที่ฉันเคยเขียนไปอ้างอิงในบล็อกอื่น หรือเว็บอื่นๆ ก็ควรจะให้เครดิตบ้างว่าเอามาจากไหน ไม่ใช้สักแต่เอาของคนอื่นแล้วไม่บอกว่าเอามาจากไหน

เรื่องมีอยู่ว่าฉันเขียนReview หนังเรื่องนี้

http://initiala0099.exteen.com/20071229/salo

แล้วพอเข้าไปดูในเว็บหนึ่งของไทย ก็มีการReview หนังเรื่องนี้

http://www.mankind666.com/index.php?pid=020&movie=91

ปรากฎว่าข้อความที่เขาเอามาใช้

 

Oh My God Salo

 

ก็ไม่อยากคิดมาก แต่เห็นแล้วขำไม่ออก

edit @ 21 Oct 2009 15:31:08 by initial A

 

จะมีหนังซักกี่เรื่องที่มีเจตนารมณ์ในการวิพากษ์วิจารณ์สังคมร่วมสมัยอย่างชัดเจน แต่สนุกและลุ้นระทึก จะมีหนังซักกี่เรี่องที่สร้างออกมาเป็นหนังไซไฟ มาวิพากษ์วิจารณ์คุณค่าของมนุษย์ได้รุนแรง และจะมีหนังซักกี่เรื่องที่ทำให้คนดูเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับ "มนุษย์ต่างดาว" ได้รับรู้และซาบซึ้ง ท่ามกลางความขัดแย้งอันร้อนระอุ ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่เรียกอย่างสูงส่งว่า "มนุษย์" กับสิ่งมีชีวิตจากดาวอื่นที่ไม่ใช่โลก

  District 9 คือเขตพิเศษแห่งหนึ่งในกรุงโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ที่ถูกสร้างขึ้นโดยเป็นที่อยู่อาศัย ที่มีสภาพไม่ต่างอะไรจากสลัมของสิ่งมีชีวิตนอกโลกที่คนทั่วไปเรียกว่าพวกเขาว่า "พวกกุ้ง" พวกเขามาเยือนโลกด้วยจุดประสงค์ใด ไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่ด้วยสภาพที่อิดโรย ซูบผอมที่ให้เกิดสันนิษฐานว่าพวกเขาเพื่อหาอาหารประทังชีวิต หากไม่ได้อย่างที่ใจหวังก็อาจจะต้องปล้นสะดม การปรากฏของพวกกุ้งและยานลำใหญ่ที่ลอยเหนือฟ้าได้สร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนส่วนใหญ่เนื่องจากอคติที่มีต่อพวกเขา โดยเฉพาะรูปร่างที่อัปลักษณ์คล้ายๆกุ้งผสมแมลงสาบ สร้างความสยดสยองแก่ใครๆที่พบเห็น(นอกจากพวกเผ่าพันธุ์เดียวกัน) จนทำให้หน่วยงานแห่งหนึ่งที่เรียกว่า MNU เข้ามาสะสาสางปัญหาด้วยการออกคำสั่งให้พวกกุ้งต้องอพยพจากเขต9 โดยเร็วที่สุด

  หนังมีการโฟกัสที่ วิคัส เจ้าหน้าที่หนุ่มทะเยอทะยานแห่ง MNU ที่ออกปฏิบัติการขับไล่พวกกุ้ง เพื่อความหวังที่งานของเขาจะก้าวหน้า และอาจจะชนะใจพ่อตาที่เป็นผู้บังคับบัญชาการประจำหน่วย ขณะที่เขาทำภารกิจ เขาปฏิบัติต่อพวกกุ้งอย่างรังเกียจเดียดฉันท์ ตั้งแต่โยนอาหารแมวให้พวกเขาเยี่ยงขอทานจนเสพติด ไม่สนใจ
ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา รังแต่จะขับไล่ไสส่งเยี่ยงหมูเยี่ยงหมา จนถึงทำลาย"ตัวอ่อน"อย่างหน้าตาเฉย จนในที่สุดเขาก็เจอดี เมื่อเขาโดนสารพิษบางอย่างจากกระป๋องปริศนาเข้าสู่ร่างกาย การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของเขาจากมนุษย์ที่มีสองมือสองเท้า กลายเป็นสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งสัตว์ประหลาด ทำให้เขากลายเป็น "เหยื่อ"ที่ถูกไล่ล่าโดยหน่วยงานที่เขาทำงาน รัฐบาล จนถึงประชาคมโลก เขาจึงต้องหลบอาศัย ใช้ชีวิตเยี่ยงพวกเขาที่เคยดูถูก เขาเริ่มเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาว่าพวกเขาไม่เคยคิดเบียดเบียนใคร พวกเขาแค่ต้องการ "กลับบ้าน" โดยใช่กระป๋องปริศนาเป็นเชื้อเพลิง แม้ว่าแรกๆ เขาต้องการทำทุกทางที่จะกลับไปเป็น "คน" เดิม ในที่สุดเขาได้พบความจริงที่โหดร้ายว่า ฤามนุษย์อย่างตัววีคัส(ก่อนที่เขาจะโดนสารพิษ)คือศัตรูอำมหิตที่แท้จริง

  หนังเรื่องนี้มีจุดเด่นอยู่ที่หนังมีการนำแทรกเทคนิคในรูปแบบสารคดีปลอมๆ(แบบที่ Cannibal Holocuast,Cloverfieldเคยทำ) ซึ่งเทคนิคนี้อาจจะทำให้คนดูรู้สึกเบื่อหรือเวียนหัว(เพราะกล้องส่ายตลอด) แต่แท้จริงแล้ว 2 ชั่วโมงของหนังเรื่องนี้ลุ้นระทึกตลอด ไม่รู้สึกน่าเบื่อเลยสักนิด สเปเชียลเอฟเฟกต์ในหนังตั้งแต่ตัวกุ้ง ยานแม่จนถึงฉากสยองแบบตัวระเบิด เครื่องในกระจาย มีความสมจริงจนไม่น่าเชื่อเลยว่าหนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างไม่ถึง 50ล้านเหรียญ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหนังจะทุนสร้างสูงเท่าไร ไม่สำคัญเท่ากับบทและการแสดง(นักแสดงส่วนใหญ่หน้าใหม่ทั้งนั้น)ที่แข็งแรง

  แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังไซไฟที่ทรงพลังและสนุกอย่างชาญฉลาดคือ การวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นความขัดแย้งทางสีผิว เชื้อชาติ(รวมถึงฐานะ วรรณะ และศาสนา)โดยจำลองเป็นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับพวกกุ้ง ยิ่งไปกว่านั้นท้องเรื่องเป็นประเทศแอฟริกาใต้ ก็เป็นการตอกย้ำถึงการเหยียดผิวในประเทศอย่างชัดเจน และไม่ใช่แค่ในแอฟริกาใต้ ความขัดแย้งดังกล่าวกำลังแพร่กระจายทั่วประเทศบนโลกใบนี้

  อคติที่ว่าโหดร้าย การเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกันของมนุษย์ และการแสวงหาผลประโยชน์โดยใช้ชีวิตผู้อื่นเป็นหนูทดลองยิ่งโหดร้ายกว่า อย่างในหนังที่วิคัส รู้จุดประสงค์แอบแฝงของหน่วย MNU ว่ามีการพัฒนาอาวุธชีวภาพของพวกกุ้ง โดยใช้พวกกุ้งเป็นหนูทดลอง(นึกภาพประมาณแบบ "จับคนมาทำเชื้อโรค") ไม่ใช่แค่รัฐบาลและ MNUเท่านั้น แม้แต่คนที่ถูกรัฐบาลจัดว่าเป็น "คนนอก" อย่างกลุ่มคนไนจีเรียที่อาศัยในเขต9 ซึ่งพวกเขาก็มีสภาพไม่ต่างอะไรจากพวกกุ้ง ก็ยังกดขี่เอาเปรียบกันเอง(จับเด็กเป็นทหาร การค้าประเวณีข้ามสายพันธุ์) และเอาเปรียบพวกอื่น(จับพวกกุ้งมาชำแหละกิน เพราะเชื่อว่าจะทำให้มีกำลังวังชา)อย่างรุนแรงที่สุด


  ดังนั้น หนังเรี่อง District 9 ทำให้ผู้ชมได้ฉุดคิดถึงความเป็นมนุษย์และขอบเขตของมนุษยธรรม ที่ประชาชนควรมีวิจารณญาณในการปฏิบัติต่อคนอื่นที่แตกต่างทั้งความคิด ฐานะ สีผิว เชื้อชาติและศาสนาได้อย่างไรจึงจะปรองดอง อย่างน้อยหนังเรื่องนี้ได้ให้อะไรที่มากกว่าฉากแอคชั่นมันส์ๆและเทคนิคที่ตื่นเต้นตลอด2 ชั่วโมง