หนังเดือนพฤษภาคม
....

Iron Man(จอน แฟโรว์)

การโปรโมทของหนังเรื่องนี้อาจจะดูธรรมดา ถ้าลองเอาหนังเรื่องนี้ไปฉายปีที่แล้ว คงฟันธงได้เลยว่าSpider Man3 ชนะขาดลอย แต่สุดท้ายหนังมีจุดแข็งแร็งยิ่งกว่าเหล็กตามชื่อคือการแสดงของโรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ ทั้งๆที่ดูภายนอก เขาหาความหล่อไม่เจอซักนิด แต่ด้วยประสบการณ์ที่โชกโชนทั้งบวกและลบ ได้กลายเป็นปัจจัยทำให้เขาได้แสดงออกมาในหนังเรื่องนี้ เขาจึงมีเสน์ห์สุดๆ เรียกว่าไม่หล่อ แต่เร้าใจ มีความรู้สึกอินกับ โทนี่ สตาร์กมากๆ เพราะเขามีพลังวิเศษที่เขาสร้างมากับมือ เขาไม่ใช่คนดี สุดซื่อ
ตรงกันข้าม เขามีบาป เสเพลจนไม่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างซะเลย แต่เขายังมีมโนสำนึก กลับใจได้ทุกเมื่อ เปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน มาดไฮโซ
แต่ชอบลุย จริงจังทุกสถานการณ์
..............................
Christina ricci rocks!!!!!!!!!!!!!!!!!!! ได้ดูหนังของเธอ 2 เรื่อง

Penelope(มาร์ค พาเลนสกี้)

-นานน้าน นานๆ ที่ได้เห็นคริสติน่า ริกชี่สำแดงความน่ารักแท้ๆ (เพราะที่ผ่านๆมา มีแต่น่ารักและน่าหลอนในเวลาเดียวกัน) เสน่ห์เฉพาะตัว บวกความฮา แม้การดำเนินเรื่องจะเพ้อฝันตามสไตล์เทพนิยาย เห็นได้ชัดคือนักแสดงเกือบทุกคนพากันเล่นใหญ่ จนโอเวอร์กันทั้งนั้น

Speed Racer(พี่น้องวาโชว์สกี้)

ริกชี่ น่ารักอีกแล้ว แต่การที่หนังสีสันจัดจ้าน ดำเนินเรื่องแบบการ์ตูน อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายคนไม่ชอบ เพราะไม่คิดเลยว่าผู้กำกับที่เคยแต่ทำหนังเอาใจผู้ใหญ่มาตลอด ตั้งแต่หนังเลสเบี้ยนนัวร์ อย่างBound จนถึงหนังแอกชั่นสู้กันเดือด แฝงปรัชญาอย่าง The Matrix trilogy จะพลิกองศามาทำหนังเอาใจครอบครัวสุดๆ ถึงอย่างไรสิ่งที่หนังเรื่องนี้ ยังคงความจริงจังก็คือ ฉากต่อสู้บนสนามแข่งรถ รถสู้รถ คนสู้คน ยิ่งไปกว่านั้นหนังตั้งใจจิกกัดระบบทุนนิยมอีกด้วย

Juno(เจสัน ไรต์แมน)

ถ้ามองแบบละครน้ำเน่า จูโน่ก็ไม่ต่างอะไรจากนางร้าย แก่แดด น่าตบ(เพียงแต่ไม่ชอบแต่งชุดนุ่งน้อยห่มน้อย555 )แต่ไดอาโบล โคดี คนเขียนบท(ซึ่งปูมหลังของเธอก็แรงพอๆกัน เพียงแต่จูโน่ไม่ได้...เต้นรูดเสา) และเอลเลน เพจผู้สวมบทเป็นจูโน่ไม่คิดเช่นนั้น พวกเธอได้ทำให้จูโน่ เด็กสาวสุดปากร้าย ห่ามห้าว ขวานผ่าซาก เป็นผู้หญิงที่น่าติดตามและเอาใจช่วย จูโน่คาดหวังจะได้เห็นสถาบันครอบครัวอันมั่นคง ตามความคิดที่เอาประโยชน์เข้าตัวเธอเอง เพราะเธอคาดหวังว่าลูกในท้องของเธอจะได้อยู่ในครอบครัวอันสมบูรณ์พร้อมที่ประกอบด้วยพ่อ แม่และลูก ดีกว่าเด็กวัยคะนอง(ปาก)อย่างจูโน่ จนเมื่อเธอผิดหวัง เธออ่อนไหวและเสียใจ
อย่างรุนแรง ดังนั้นจูโน่จึงเป็นผู้หญิงที่ภายนอกแข็งกระด้าง แต่ภายในมันเปราะบางและแตกสลายได้ง่าย กระนั้นหนังก็มีตัวละครที่เข้าอกเข้าใจเธอ คือพ่อและแม่เลี้ยงซึ่งบุคลิกก็พอๆกัน เลยทำให้หนังจบลงแบบฟีล กู้ด แต่มันไม่ได้เป็นจุดอ่อน ตรงกันข้ามหนังอาจจะทำให้ผู้ใหญ่ต้องปรับทัศนคติ เรื่องการท้องก่อนแต่ง ในการรับมือกับปัญหา ไม่ใช่เอาแต่ใช้กำลัง ประณาม ผลักไสไล่ส่ง (แบบที่เห็นตามละครน้ำเท่าทีวี)

ตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ มีบางอย่างที่ไม่ชอบเลยคือ การแปลซับไทยในหนัง จริงอยู่ว่าต้องการให้คนดูชาวไทยเข้าใจมุข แต่มันก็ไปขัดอารมณ์ของหนัง
อย่างร้ายแรง จากเศร้ากลายเป็นขำ(ขื่น)อย่างเลี่ยงไม่ได้
เห็นได้ชัดคือฉากที่เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์และเจสัน เบทแมนเถียงกัน ฉากนั้นดูจริงจังมากๆ ซึ่งบทมีการอ้างถึง เคิร์ต โคแบน
แต่คนแปลซับดันเปลี่ยนเป็น .เอ่อ บิ๊กแอส !!!!!

.....................................

หนังเดือนมิถุนายน


Basquiat(จูเลี่ยน ชนาเบล)ก้าวแรกที่อาจจะดูธรรมดา แต่ปูทางไว้อันงดงาม เขียนรีวิวไว้ที่นี่

Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull (สตีเว่น สปีลเบิร์ก) บอกตามตรงว่า....ไม่สนุกเลย และคิดว่าเป็นภาคจากลากับการเป็นอินเดียน่า โจนส์ บางคนที่น่าจะมีบทบาทเยอะกว่านี้ อย่างเคท บลางเชต ปรากฏน้อยกว่าที่คาด ตรงกันข้าม เรย์ วินสโตนที่ปรากฏตัวมากกว่า ดันน่ารำคาญไปเสียนี่

Summer Palace(โหลว เย่)

 

เซ็กซ์ในหนังเรื่องนี้ คือจุดเปลี่ยนของเด็กสาวที่ชื่อว่า อวี้หง
ซึ่งเป็นได้ทั้งการสั่งลา(แฟนหนุ่มก่อนเข้ามหาวิทยาลัย)การก้าวข้ามพ้นวัย(โจวเหว่ย นักศึกษาดาวเด่น) และการกลบเกลื่อนอดีต(ชายอื่นๆ หลังจากเหตุการณ์เทียนอันเหมิน) แต่สิ่งที่เธอได้รับ ทำให้เธอไม่ต่างอะไรจากต้นอ้อที่ล่องลอย ไร้จุดหมาย ดังนั้นSummer Palaceจึงเป็นหนังที่สามารถนำ 3สิ่งเข้าด้วยกันคือ เซ็กซ์ ดนตรีประกอบที่หดหู่ ชวนเศร้า และการถ่ายภาพในหนังซึ่งบ่งบอกอารมณ์ของตัวละครหลักได้งดงามและโดดเด่นอย่างมาก เห็นได้ชัดคือฉากที่อวี้หงเข้ามหาลัย พบรักกับโจวเหว่ย โทนของภาพดูร้อนแรงและสดใส แต่เมื่อทั้งสองแยกกันคนละทาง โทนของภาพจะจืดชืด เรื่อยๆแบบกล้องแฮนด์เฮลด์ จนกระทั่งบทสรุปของหนัง แทบไม่ใช้คำพูดเพื่อบีบคั้น แต่ใช้โทนของภาพและดนตรีประกอบอันหนักหน่วง มาขยี้หัวใจให้แตกสลายในที่สุด

The Happennings(เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน)

แรกๆก็รู้สึกเซ็งตอนจบเหมือนกัน แต่ส่วนที่แข็งแรง มากที่สุดคือ
ฉากสยองที่ ทำออกมาไม่รู้สึกตื่นเต้น สะใจแบบหนังเลือดสาดอื่นๆ ตรงกับข้าม กลับดูโหดร้าย หดหู่และกดดัน
มันเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงและใกล้ตัวกว่าที่คิด จนเมื่อถึงฉากจบ แล้วลองพิจารณาอีกที มาโนชมีความพยายามที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า เหตุการณ์ มันดำเนินต่อไป แพร่ขยายในวงกว้างมากขึ้น มันคือบทเรียนที่มนุษย์จะต้องจ่ายด้วยชีวิต

Water Lilies(เทศกาล ภาพยนตร์ฝรั่งเศส)เซ็กซี่+ปรอทแตกทุกๆฉาก

ทั้งๆที่หนังใช้สีหน้าของนักแสดงล้วนๆ
อย่าหวังเถอะว่าจะเห็นอะไรจะๆ นะ เหอๆ

The incredible Hulk(หลุยส์ เลเธอร์เรียร์)

ไปดูเพราะปลื้มเอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน แล้วก็ไม่ผิดหวังเลยที่จะดูเพื่อเอามันส์
และไม่รู้สึกชิงชังอะไรกับเวอร์ชั่นอังลีเลยสักนิด

รัก/สาม/เศร้า (ยุทธเลิศ สิปปภาค)

กำลังจะกลับมาคืนฟอร์มอย่างสวยงาม ด้วยการนำเสนอความรักที่พยายาม
ทลายกรอบของคำว่า FeelGood ด้วยอารมณ์ที่จริงจังและหดหู่ แต่แล้วฉากไคลแมกซ์ของเรื่องกลับดูไม่น่าเชื่อถือ  ยิ่งไปกว่านั้นฉากท้ายที่ถูกยืดให้ยาวเกินความจำเป็น ได้ทำลายความดีของหนังเกือบหมดสิ้น


Kung Fu Panda

 ดูเอาฮา ก็ฮาสมใจ แต่ไม่ถีงขนาดอุนจิแตกหรอก เพียงแต่มุกแต่ละมุก กวนทีนมากๆ
น่าเสียดายตรงที่เหล่าจอมยุทธทั้ง5 น่าจะมีบทบาทมากกว่านี้ตั้งแต่ต้นจนจบ

 

AND THE MOST DESIRABLE MOVIE GOES TO

 

I love that!!!!!!

 

 

 

 

edit @ 4 Jul 2008 22:03:34 by initial A

(Stage play review)สะพานควาย MY love

posted on 17 Jun 2008 12:26 by initiala0099

เล็กๆ (ดูเหมือน)ง่ายๆ แต่ไม่เด็ก
............................................

4 คน 4 มุมมอง กับเหตุการณ์เดียวกัน จะเป็นหรือตายไม่สน ขอแค่ฮา!!!!!

 

Saphankwai My love

 

การจะดูละครเวทีซักเรื่อฃ อุปสรรคสำคัญที่มักเจอคือ
1.สถานที่ไกลจากชุมชนมากๆ
2.รอบการแสดงดึก
3.ราคาเข้าชม

จนกระทั่งมะขามป้อมสตูดิโอก่อตั้งขึ้น จัดแสดงละครเวที ก็ได้เป็นทางเลือกสำคัญที่อาจจะขจัดอุปสรรคดังกล่าวได้

 สะพานควายMY loveเป็นโปรเจกต์ล่าสุดของมะขามป้อมสตูดิโอ สตูดิโอที่เข้าถึงประชาชนอย่างเด่นชัด
เพราะตั้งอยู่สี่แยกสะพานควาย ติดป้อมตำรวจ เปิดรอบแสดงในจันทร์ด้วย เพื่อเอาใจพ่อค้าแม่ค้าที่หยุดงาน

 สำหรับเนื้อหาในละคร เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวมากๆ มันเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนสี่คนที่แตกต่างทั้งฐานะ รสนิยม และอาชีพ แต่ต้องมาผจญกรรมเมื่อมีกล่องปริศนาวางอยู่บนม้านั่ง ซึ่งเหตุการณ์ได้สร้างความตื่นตระหนก สติแตกกันเจ้าละหวั่น โดยมีผู้ต้องสงสัยเป็นหนุ่มส่งพิซซ๋า หน้าตาไม่ไว้วางใจ
ที่ว่าพากันตื่นตระหนก เพราะของที่อยู่ในกล่องมันคือ...... แต่ก่อนเหตุการณ์จะบานปลาย ละครก็มีการปูพื้นที่มา
ของตัวละครแต่ละคนว่าเป็นใครมาจากไหน จุดประสงค์ที่มาทำงานในละแวกสะพานควาย(โอ้ Rashomon ถ้ารุ่นใหม่ ก็ Vantage Point effect) ตั้งแต่หนุ่มอีสานผู้มาเป็นยามห้างบิ๊กซี  อาซิ้มร้านทอง สาวเย็บผ้า และหนุ่มส่งพิซซ่า พร้อมด้วยความจริงในใจของตัวละครที่แสดงออกมาเป็นบทเพลงสุดฮาระเบิดเถิดเทิง

 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในละคร มันมีที่มาจากเรื่องจริงจากข่าวสารซึ่งมันดูเหมือนเป็นเรื่องแป๊บเดียวก็ผ่านไป แต่ผู้สร้างสามารถนำมาขยายความกลายเป็นละครสุดตลกได้น่าชื่นชม มุกตลกแต่ละมุกเล่นกันอย่างตรงไปตรงมา ผู้สร้างตั้งใจเสียดสีความหวาดระแวงของผู้คนในเมืองใหญ่ ที่พอเจอเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่น่าสงสัย ก็พากันสติแตกจนทำอะไรไม่ถูก จะโทรเรียกตำรวจก็ไม่ บางคนเลยพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตัวอย่างเห็นชัด
ว่าอาซิ้มแกห้อยอะไรอยู่ พอเกิดเรื่อง ที่แกห้อยไว้ก็มีประโยชนฺ(ตามความคิดของแก)ทันทีทันใด นอกจากนี้ผู้สร้างยังความสามารถในการใช้นักแสดงของเรื่องได้ประโยชน์สูงสุด เพราะแต่ละคนมีบทบาทมากกว่าหนึ่งบท จึงเป็นการเปิดโอกาสให้นักแสดงได้แสดงบทบาทที่หลากหลาย ไม่มีการยึดติดกับ
บทใดบทหนึ่งมากเกินไป เรียกว่าทุกคนมีความสำคัญเท่ากัน อย่างไรก็ตามละครยังมีจุดอ่อนตรงที่ใช้เวลาน้อยเกินไป ผู้สร้างควรจะขยายเรื่องราวได้มากกว่านี้ เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกอิ่มเอิบกับความสนุกสนานอย่างเต็มที่

.................................


สะพานควาย MY love
กำกับโดย ประดิษฐ ประสาททอง
แสดงวันที่ 20-23 และ27-29
ศุกร์และจันทร์ เวลา 19.30 น.
เสาร์-อาทิตย์ เวลา 14.00 และ 19.30 น.
บัตรราคา 100 บาท

 แสดงที่ มะขามป้อม สตูดิโอ (นั่งรถไฟฟ้า ไปสะพานควาย เดินผ่านห้างบิ๊กซี และร้านลอดช่อง เจอะสี่แยก ก็จะเห็นว่าสตูดิโออยู่ติดป้อมตำรวจ

ติดต่อสอบถามข้อมูล และจองบัตรได้ที่ 0896912247

http://www.makhampom.net/studio

Basquiat ก้าวแรกของศิลปิน

posted on 09 Jun 2008 10:39 by initiala0099

 

 

ชีวิตของจูเลียน ชนาเบล (ผู้กำกับ Before night falls และล่าสุด The Diving bell
and the Butterfly ที่กำลังจะฉายในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสปีนี้)เรียกว่าได้ว่าเขามีความเป็นศิลปินโดยแท้
 เพราะนอกจากเป็นคนทำหนังที่มีฝีมือแล้ว เขายังมีความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ด้วยเทคนิคที่แปลกตา จัดจ้าน ไม่ว่าจะเป็นการนำเศษจานแตกมาแปะให้เป็นรูปหน้าคน การวาดภาพสไตล์ Neo-impressionism เป็นต้น นอกจากนี้เขายังมีชื่อเสียงในระดับเดียวกันกับแอนดี้ วอร์ฮอล และฌอง มิเชล บาสกียาต์ ซึ่งชีวิตของคนหลังนั้น ชนาเบลได้นำมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต

 หนังนำเสนอชีวิตของบาสกียาต์ หนุ่มผู้มีทรงผมเป็นเอกลักษณ์ เจ้าของการสร้างสรรค์งานศิลปะที่แปลกใหม่ให้แก่วงการในยุค 80 ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์ในแง่ความดิบอันจัดจ้าน การแสดงถึงอิสรภาพที่เขาใฝ่หา พรสวรรค์ของเขาทำให้เขาได้รู้จักแอนดี้ วอร์ฮอล์ ผู้ซึ่งบาสกียาต์นับถือ แต่เขาต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหลายอย่างๆไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจีน่า แฟนสาวที่คิดว่าเขากำลังจมอยู่กับพรสววรค์ของตน อคติของเพื่อนร่วมงานและนักข่าว จนถึงคำครหาที่ว่าเขาพยายามตีสนิทกับวอร์ฮอล เพื่อไต่เต้าสู่การเป็นศิลปินชื่อดัง ดังนั้นการปลดปล่อยด้วยการสร้างสรรค์ผลงานอาจจะไม่เพียงพอ ยาเสพติดและความรักจากคนรอบข้าง คือสิ่งที่เขาต้องการ  หนังยังนำเสนอว่าตัวเขาเปรียบเหมือนเจ้าชาย ผู้ถูกขังไว้บนหอคอย เขาใช้มงกุฏเคาะกรงเหล็กเสียงดังกังวาน เสียงนั้นช่างไพเราะจับใจประชาชนที่ได้ยินอย่างมาก แต่ไม่มีใครรับรู้ความทุกข์ทรมานของเจ้าชายเลย

 การทำหนังเรื่องแรกของชนาเบลด้วยการนำชีวประวัติของศิลปินมาขึ้นจอใหญ่ ผลที่ออกมาอาจดูไม่แปลกใหม่ หวือหวาเลยสักนิด หนังดำเนินเรื่องตามสูตร มีการนำเสนอชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก ความรัก อุปสรรค ชื่อเสียงจนถึงจุดตกต่ำ แต่การที่หนังนำเสนอเทคนิคการสร้างสรรค์ของบาสกียาต์อย่างเห็นชัด และการที่เขาได้รู้จักกับแอนดี้ วอร์ฮอล ก็ได้จุดประกายความเป็นศิลปินในตัวคนดูอย่างแน่นอน การวาดรูปและลงสีไม่จำเป็นต้องตามสูตรให้ภาพเหมือนธรรมชาติที่ตาเห็นเสมอไป บาสกียาต์และชนาเบลคิดว่าการสร้างสรรค์ศิลปะคือการแสวงหาเสรีภาพ