No Country for Old men ฝนตกขี้หมูไหล คนแบบไหนมาพบกัน(Don't Miss)
posted on 27 Feb 2008 14:39 by initiala0099
ตลอดปีที่ผ่านมา หนังคาวบอยดูเหมือนเป็นของแสงสำหรับคนทำหนัง ถ้าทำออกมาคุณภาพดี ก็จะได้รับคำชมอย่างกว้างขวาง แต่ถ้าตรงกันข้าม ก็จะถูกด่าชนิดเผาพริกเผาเกลือก็ไม่หมด เห็นได้ชัดคือความแตกต่างระหว่าง Dance with wolves กับ The Postman ซึ่งทั้งคู่กำกับโดยเควิน คอสเนอร์ แต่คุณภาพต่างกันราวฟ้ากับเหว หรือคาวบอยประยุกต์กับไซไฟอย่าง Wild Wild West ซึ่งนำแสดงโดยวิลล์ สมิธ แม้จะทำเงินถล่มทลายทั่วโลก แต่นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ด่าประณามจนเกือบทำลายอาชีพของวิลล์ แล้วเขาก็ยอมรับเองว่าตนเองมีส่วนในการทำลายหนังคาวบอยไปมาก หนังคาวบอยจึงต้องผชิญกับยุคตกต่ำไปพักหนึ่ง จนกระทั่งปี2007
หนังประเภทนี้ก็ฟื้นคืนชีพเมื่อหนังคาวบอยหลายๆเรื่องทยอยฉายไม่ขาดสาย ยิ่งไปกว่านั้น
หนังทุกเรื่องต่างประสบความสำเร็จทั้งรายรับและคำวิจารรณ์ หนึ่งในนั้นก็คือ No Country for Old men
แม้ฉากหลังจะเป็นรัฐเท้กซัส แดนตะวันตกของอเมริกายุค80 ยุคที่ผู้คนไม่ใคร่จะขี่ม้า แต่นั่งรถเก๋ง ปิกอัพและรถบรรทุก ปืนลูกโม่ ถูกแทนที่ด้วยลูกซอง ปืนพกสั้น และปืนกล มีวิทยุ มีทีวีทุกครัวเรือน แต่สภาพแวดล้อม ภูมิประเทศรวมทั้งจิตใจของผู้คนไม่ต่างอะไรจาก ยุคคาวบอย ตราบใดที่ความโลภครอบงำมนุษย์ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้ง เมื่อเลเวลีน มอส (จอช โบรลิน ผู้ขอเกิดบ้าง หลังจากเป็นตัวประกอบตั้งนานแล้ว)พบกระเป๋าบรรจุเงิน 2 ล้านดอลลาร์ โดยมีซากศพรายเรียงรอบกับรถขนเฮโรอีน เขาจึงเก็บเงินไว้คนเดียว แต่เขาไม่นึกเลยว่าหายนะครั้งใหญ่กำลังมาเยือน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แอนทัน ชิการ์(ฆาเวียร์ บาเดม สุดๆไปเลย)ฆาตกรโหดผู้มาพร้อมกับอาวุธสุดสร้างสรรค์ จนทำให้นายอำเภอขิงแก่(ทอมมี ลี โจนส์)ต้องมาสะสางวิกฤตครั้งนี้
สาเหตุที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังคาวบอยแท้ๆ อย่างแรกคือสภาพแวดล้อมในหนัง ดูกว้างขวางแต่แห้งแล้ง มีแต่ดินกับทราย และหญ้าแห้งๆ ไร้ชีวิตชีวา จึงต้องยกความดีความชอบให้แก่การกำกับภาพในหนังที่สามารถบ่งบอกความเป็นหนังคาวบอยอย่างเห็นชัด อย่างที่สองคือการบันทึกเสียง ในหนัง ไม่ว่าจะเป็นเสียงฝีเท้าบนพื้นทรายที่สื่อถึงความลำบากยากเข็ญของมนุษย์ เสียงปืนลั่นที่สร้างความน่ากลัว สยดสยองอย่างไม่ทันหายใจ
แม้กระทั่งเสียงแมลงตอมซากศพซึ่งเสียงที่ได้ยินทั้งหมดสามารถสื่อถึงสภาพบ้านเมืองคนเถื่อนตลอดทั้งหมด อย่างสุดท้ายที่เป็นไฮไลท์ของหนังคือการแสดงของนักแสดงที่ต้องการเผยสันดานดิบของมนุษย์ในการเอาตัวรอดแบบให้เห็นเลือดเห็นเนื้อ ความเลวของตัวละครเป็นประเด็นสำคัญที่หนังต้องการนำเสนอ
เหตุการณ์ในหนังถูกขับเคลื่อนด้วยความโลภของเลเวลีน กับความอำมหิตอย่างชาญฉลาดของแอนทัน ราวกับว่าผู้ชมได้ลุ้นว่าพวกเขาจะสำแดง สันดานได้นานแค่ไหน จนนำไปสู่บทสรุปแบบไม่ทันตั้งตัว
นักแสดงทุกคนที่ปรากฏต่างน่าจดจำ เพราะแต่ละคนสามารถถ่ายทอดบุคลิกอันเอกลักษณ์และคำพูดเด็ดๆอย่างสมจริง เรียกว่าทุกคนไม่ต้องกังวลว่าจะถูกแย่งซีน แม่ว่าคนที่ได้ดิบได้ดีในการล่ารางวัลตกเป็นของ ฆาเวียร์ บาเดม กระนั้นการแสดงของเขานี่แหละที่ทำให้หนังคาวบอยเรื่องนี้มีสีสัน(ที่แต่งแต้มด้วยคาวเลือด)และทำให้ตัวละครแอนทัน ชิการ์ น่ากลัว น่าหวาดผวาทุกครั้งที่เขาปรากฏ ทุกฉากที่เขาเผชิญหน้ากับใครก็ตาม ชวนลุ้นระทึกว่าคนคนนั้นจะรอดหรือไม่ แต่กระนั้นเขาก็เป็นคนที่รอบคอบ นุ่มนวลและไม่ได้บ้าบิ่นหรืออารมณ์หุนหันแบบอาชญากรคนอื่นๆ นอกจากนี้มีประเด็นแฝงที่น่าสนใจ คือการแฝงความเป็นเฟมมินิสต์ ตรงที่ตัวละครหญิงทั้งหมดในหนัง แม้จะปรากฏตัวน้อยกว่า แต่พวกเธอมีความแข็งแกร่ง และสติที่มั่นคงกว่าตัวละครชายในเรื่องเสียอีก เห็นได้ชัดคือฉากเสมียนปากกล้า ที่ต่อให้แอนทันร้องให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเลเวลีน เธอยังยืนยันว่าไม่ก็คือไม่ และฉากคาร์ลา(เคลลี แมคดอร์นัล ที่ตอนแรกรู้สึกขัดๆกับสำเนียงของเธอ จนกระทั่งถึงฉากนี้ เธอทรงพลังมาก)
เผชิญหน้ากับเขา แม้จะรู้สึกถึงความหวาดกลัว แต่เธอไม่กลัวความตายและไม่เรียกร้องขอชีวิต
No Country for Old menดูเป็นของแสลงสำหรับคนที่ชอบความกระชับกับมุทะลุเพราะหนังเรื่องนี้จะค่อยๆ นำเสนอความตกต่ำของมนุษย์ทีละขั้น ทีละขั้น แลัวน็อคอารมณ์ด้วยฉากโหดแบบไม่ทันตั้งตัว ดังนั้นหนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังคาวบอยที่มีเอกลักษณ์อย่างน่าชื่นชม

#1 By เฟรดดี (58.136.117.206) on 2008-06-20 16:07