YEAR SHORT - REVIEW 2009

posted on 01 Feb 2009 21:45 by initiala0099

เดือน มกราคม
...............

1.Happy Go Lucky(ไมค์ ลีห์) - แม้ว่าแซลลี ฮอว์กกินส์จะยอดเยี่ยม แต่คนที่แสดงเป็นครูสอนฟลามิงโก้นะสิ...จอมขโมยซีนแห่งปี (กระนั้น ออสการ์และบาฟต้าใจไม้ไส้ระกำสุดๆที่ตัดสิทธิ์แซลลี อย่างไม่ไยดี)

2. Mulholland Drive (2001-เดวิด ลินช์)- ลอร่า ฮาร์ริงไม่เท่าไร แต่นาโอมิ วัตส์ โอ้ยไม่ไหวแล้ววววววววววววววววววว

3. Red Cliff 2 (จอห์น วู)- ความสนุกแบบภาคแรกที่เคยทำยังอยู่ แต่ช่วงท้ายๆกลับกลายเป็น"จิวยี่ โชว์" ยิ่งไปกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าเหว่ยกับ"คุณปลื้มหมายเลข2" ไม่จำเป็นต้องใส่ จึงรู้สึกว่า จอห์น วู น่าจะทำให้จบภายในภาคแรก ม้วนเดียวซะดีกว่า

4.Defiance (เอ็ดเวิร์ด ซวิก) ดูเหมือนว่าหลังจากทำเรื่อง Blood Diamond ฝีมือตกลงไปเห็นได้ชัด แม้เรื่องราวของพวกเขาน่าสนใจ และคาดว่าหนังคงออกมาทรงพลัง แต่ภาพที่ปรากฏกลับรู้สึกว่าธรรมดา เรื่อยๆไม่มีอะไรน่าจดจำ ยิ่งไปกว่านั้น เดเนียล เครกยังไม่สามารถสลัดภาพเจมส์ บอนด์ได้เลย อย่างไรก็ตามกลับชอบเจมี่ เบลล์ และรู้สึกมีกลิ่นอายโฮโมอีโรติกบ้าง

เดือนกุมภาพันธ์
.........................

5. โหด หน้า เหี่ยว 966 (ยอร์ช ฤกษ์ชัย) สงสัย ยอร์ชคงจะหากินกับหนังแนวนี้ พร้อมทั้งจาตุรงค์ โก๊ะตี๋ และค่อม ชวนชื่นในชีวิตนี้กระมัง......แต่หนังฮาอุนจิอุนจิแตนเลยพับผ่าสิ กระนั้นรู้สึกว่าจ๋า น่ารำคาญจริงๆ

6. ท้าชน (ธนากร พงษ์สุวรรณ) ตั้งใจจะดูเอามันส์ แต่สิ่งที่คิดว่ามันเหลือทนจริงๆคือ ตากล้องเมาเหล้าเมายาอีกแล้ว

7. Revolutionnary Road (แซม เมนเดส) การแสดงของลีโอนาร์โด ดู"พยายาม"เกินไปบ้าง แต่ก็เข้ากับสภาพชีวิตและสังคมในหนังและการแสดงที่นิ่ง แต่ข้างในพร้อมที่จะระเบิดได้ทุกเมื่อของ เคต วินเสล็ต โดยมี  ไมเคิล แชนนอนเป็นผู้จุดชนวน ผลก็คือ หนังสะท้อนความแตกสลายของครอบครัวในอุดมคติระดับมาสเตอร์พีส ที่คณะกรรมการมองข้ามอย่างไม่ไยดี

8. Fuse Camp รวมพลหนังรัก - ชอบหนังของ"ขลุกขลุ่ย" มากที่สุด เทคนิคที่ก๊องแก๊งอย่างจงใจ รองลงมาก็ Faith and Believe และก็ ตัวอย่างหนังเรื่อง "มนุษย์ต่างด้าว"ก็ฮาได้ใจ (แต่กลัวว่า หนังจริงๆ จะไม่...) ส่วนหนังของฉันเหรอ ฉายจบ คนดูเงียบ มีคนถามแค่ 2 คน คนบอกว่าชอบหนังเรื่องนี้แค่คนเดียว(!!!!!!!!!!!~??????????)

9. The Reader (สตีเฟ่น ดัลด์รี้) จะอ่านหนังสือมาก่อน หรือไม่อ่าน ก็ไม่รู้สึกผิดหวังเลย แต่คิดว่าฉากเซ็กซ์ในหนัง ดูแล้วกดดันและหดหู่พอๆกับฉากในศาล และคิดเหมือนกันว่า เคต วินสเล็ตใน Revolutionary Road ดีกว่าเรื่องนี้ กระนั้นคนที่ได้ใจไปเต็มๆคือ ลีน่า โอลิน และ เดวิด ครอส

10. A Moment in June (ณัฐพล วงตรีเนตรกุล) อาจจะเริ่มต้นด้วยความเนิบช้า แต่เมื่อถึงตอนสุดท้าย ความชื่นชอบก็พุ่งขึ้น(กระนั้นนักแสดงบางคนก็รู้สึกขัดๆ ไปบ้าง อิอิ) และหนังรักหลากรสเรื่องนี้ก็มีรสชาติที่แตกต่างจากหนังเรื่องอื่นๆ(แบบ Love Actually,ปิดเทอม์ใหญ่ฯ) ตรงที่การนำเทคนิคละครเวทีมาเป็นจุดศูนย์กลางของหนังเรื่องนี้และขณะที่เรื่องอื่น กระจัดกระจายกันไป เมื่อถึงตอนท้าย ก็นำมาผูกเป็นโบว์สวยงามเท่านั้น แต่หนังเรื่องนี้ กลับขมวดปมให้คนดูค่อยๆแกะจนกลายเป็นเชือกเส้นเดียวกัน

11. The Wrestler(ดาเรน อโรนอฟสกี้) นี่คืออัตชีวประวัติของ มิคกี้ รู้ค แต่เปลี่ยนจากวงการหนัง เป็นวงการมวยปล้ำ

12. The Curious case of Benjamin Button (เดวิด ฟินเชอร์) คิดว่าน่าจะดีกว่านี้ เหมือนกับตัวอย่างหนังดูแล้วซึ้ง โดนใจมากกว่าตัวหนัง และต่อให้แบรด พิทท์จะพลิกบทบาทเปลี่ยนไปอย่างไร
เมื่อเติบโตขึ้น อายุมากขึ้น ก็ยิ่งเป็นแบรด พิทท์มากขึ้นเท่านั้น มากกว่าเป็นเบนจามิน ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับเคท แบลนเช็ท ที่รู้สึกเสียดายที่สถาบันรางวัลมองข้ามเธออย่างไม่ไยดี (อีกราย)

เดือนมีนาคม

13. Milk (กัส แวนต์ แซงต์) ถ้าสามารถให้ออสการ์ดารานำชายยอดเยี่ยมได้ 2คน คนแรกคือ มิคกี้ รู้ค คนที่สองคือ ฌอน เพนน์ ซึ่งการปรากฏตัวของเขา แทบอยากจะร้องว่า "นี่ไม่ใช่ฌอน เพนน์" แต่ก็เป็นไปแล้ว และเป็นเกย์ที่มีอาณุภาพทำลายล้างสูงมากๆ แม้ว่าในหนังมักจะถ่ายทอดตัวเขา(หรือเธอ) ราวกับเป็นฮีโร่ขวัญใจชาวสีรุ้งก็ตาม

14. Slumdog Millionaire (แดนนี่ บอยล์) สมจริงจนรู้สึกว่าตัวเองกำลังดิ้นรนไม่ต่างจากตัวเอกของเรื่อง และสมเหตุสมผล แม้ว่าช่วงท้ายจะคลี่คลายได้ง่ายไปหน่อย  จริงๆแล้วอยากให้บทของเฟรดา พินโตมีมากกว่านี้ จะดีเยี่ยม

15. Watchmen (แซค สไนเดอร์) แอบสะใจอยู่ลึกๆสำหรับคนที่จะไปดูอะไรๆแบบ X-Men,Superman อะไรทำนองนั้น ไม่ใช่เลย และความยาว163นาทีของหนังกลับไม่รู้สึกว่าน่าเบื่อ มีอะไรให้ขบคิด (นึกไปก็สยองปนสังเวช หรือาจจะสาแก่ใจถ้ามีใครจัดการปัญหาใหญ่ แบบใครบางคน ซึ่งนึกถึง V for vendetta)เห็นความแตกต่างจากหนังซุเปอร์(แอนตี้)ฮีโร่เรื่องอื่นๆ อย่างสุดขั้ว แม้ช่วงท้ายจะแผ่วปลายสุดๆ และไม่อยากให้จบเลยซะด้วยซ้ำ

16. ความจำสั้น แต่รักฉันยาว (ยงยุทธ ทองกองทุน) การแสดงของสี่นักแสดง โดยเฉพาะคู่รักรุ่นสูงวัย ที่โดดเด่นกว่าใคร อาจจะทำให้หนัง "โดน"ได้มากกว่านี้ ถ้าคนทำเลิกเอาดาราประจำ GTH มาโผล่หน้ามากเกินความจำเป็น จนเกือบทำลายความน่าเชื่อถือของหนัง


เดือนเมษายน

17. CloverField (2008 แมตต์ รีฟฟ์) ช่วงแรกๆน่าเบื่อ แต่ทันทีที่"พวกมัน"ปรากฏตัว ก็กระชากอารมณ์ ต่อให้กล้องจะเวียนหัวกี่รอบ ก็ยังหลอกหลอนและสยองอยู่ตลอด ดูจบแล้วอยากร้องกรี๊ด

18. Fast and Furious 4(จัสติน ลิน) แปลกมั้ยที่คิดว่าทำไม้ทำไม รัศมีสีม่วงระหว่างวิน ดีเซล(น่าจะเป็นคนเหล็กได้เลย บุคลิกแบบนี้) กับ พอล วอล์กเกอร์ถึงฟุ้งกระจาย

19.Knowing (อเล็กซ์ โปรยาส)ถ้าประเด็นโลกร้อนที่เกร่อสุดๆในหนังฮอลลีวู้ด ดูหน่อมแน้มใน The Day The earth stood still ฉบับรีเมก หรือการทำลายล้างโลกที่รู้สึกหัวใจพองโตใน Armageddon หนังเรือง Knowing จะนำ2อย่างเข้าด้วยกัน แล้วทำลายความหวังที่จะเห็นอะไร"ฟีลกู้ด"อย่างราบคาบ

20.Scream 2(1997 เวส คราเวน) รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้กำลังเข้าสู่หนังแอคชั่นอยู่ทุกขณะ เช่นกันที่เนฟ แคมป์เบลล์(คิดถึงสุดๆ)กำลังจะกลายเป็นจอห์น แมคเคลนเวอร์ชั่นผู้หญิงในหนังเชือดและ คิดว่ายังมันส์กว่าหนังแบบไมเคิล เบย์ อยู่เยอะเลย

21.Race to Witch Mountain (แอนดี้ ฟิคแมน) แรกๆก็เกือบหลับ แต่ช่วงหลังเริ่มตื่นๆ กระนั้นรู้สึกว่าไม่มีอะไรให้น่าจดจำ ต่อให้มีแอนนาโซเฟีย ร้อบบก็ตาม

22.ก้านกล้วย 2 (ทวีลาภ ศรีวุฒิวงศ์ ) จะบอกว่าสนุกกว่า ฮากว่าภาคแรก แต่ช่วงหลังจะเป็นอะไรที่"เกินจินตนาการ"สุดๆจนอ้าปากค้าง (เดี๋ยวเขียนเล่ายาวๆว่าจะอะไรถึงทำให้อ้าปากค้าง)

23.A Frozen Flower (ยูฮา) ไม่ไหวแล้ว สำหรับโจอินซองในหนังเรื่องนี้..สิ่งที่ชอบนอกจากเหล่านักแสดงที่เปล่งประกายด้วยเสน่ห์(แต่กลัวอนาคตของนางเอกที่ใจกล้าขนาดนี้)ฉากแอกชั่น(หมายถึงฉากต่อสู้นะ ไม่ใช่อย่างอื่น)ที่แม่นยำและถึงเลือดถึงเนื้อ แม้พล็อตจะดูไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย แบบเคยเห็นมาแล้วใน Curse of the Golden Flower หรือ The Banquet เพียงแต่เปลี่ยนเป็นเรื่องรักร่วมเพศแทน

24.Scream 3 (2000 เวส คราเวน)ไม่อยากให้จบลงภาคนี้ แต่ถ้าจะสร้างภาคต่อไป ควรจะดีกว่าภาคนี้ เพราะดูตลกโปกฮา ยังกะบ้านผีปอบ แต่เมื่อถึงฉากไคลแมกซ์ในตอนท้าย กลับเป็นอะไรที่ลุ้นระทึกเหมือนหนังแอคชั่น ชนิดที่ว่าฉากปะทะกันระหว่างเนฟ แคมป์เบลล์กับผู้ร้าย สะใจราวกับดูมวยคู่เอก

25 The International (ทอม ทีคเกอร์) หนังเรื่องนี้สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาสามารถกำกับหนังที่มีประเด็นที่ซับซ้อน (ดูเหมือน)ไกลตัว ให้มีความน่าตื่นเต้นได้
แม้ว่าตัวละครเอกในเรื่องดูอุดมการณ์สูงส่งประมาณว่าตามล้างให้หมดเกลี้ยง ทั้งๆที่พวกเขาไม่ได้มีความแค้นอะไรกับสถาบันนั้น(จึงเป็นจุดอ่อนที่ไม่รู้เลยว่า ทำไมพระเอกถึงอยากตามล้างขนาดนั้น) 
อย่างไรก็ตามไคลฟ์ โอเวนจะพะบู๊ทุกสถานที่ แต่คนที่ควรจะคุ้มค่ากับหนังเรื่องนี้คือ นาโอมิ วัตส์
(ตามความเป็นจริงๆที่เห็นบนจอ และอารมณ์ส่วนตัว อิอิอิ)โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการสืบสวนของเธอ น่าเสียดายที่ช่วงท้ายเธอควรมีบทบาทมากกว่านี้ อย่างน้อยไม่ทำให้หนังกลายเป็น
แอคชั่นดาดๆเรื่องหนึ่ง

เดือนพฤษภาคม

26. Last Chance Harvey ( โจเอล ฮอปกินส์) surprisingly impressive เดี๋ยวมาร่ายว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้

27.สาระแนห้าวเป้ง (นฤบดี เวชกรรม) หนังบ้าอะไรวะ!!!!!!!! โคตรอภิมหา Guilty Pleasure แห่งปี

28. Forever Enthralled (เฉินไคเก๋อ) รู้เลยว่าทำไมหลี่หมิงถึงเป็นจุดอ่อนร้ายแรงของหนังเรื่องนี้ (ถ้าจะให้เป็นธรรม ก็คือผลจากการคัดเลือนักแสดงที่ผิดพลาด) ตรงกันข้ามนักแสดงสมทบที่ปรากฏตัวน้อยกว่าเช่นจางจื้ออี้(บ้านเราโปรโมทยังกะดารานำ) มาซาโนบุ อันโด(กรี๊ดดดด) รวมถึงอวี๋เส้าฉุน(เหมยหลันฟาง ตอนวัยรุ่นที่แสดงได้จี๊ดดด เพราะเปล่งประกาย Homosexual ได้แรงมากๆ) กลับน่าจดจำมากกว่า

29. X-Men origins:Wolverine (เก-วิน ฮู้ด) เปิดเรื่องได้ลุ้นระทึก แต่เมื่อถึงไคลแมกซ์ตอนท้าย ทำไมมัน"ง่าย"ดายขนาดนั้น รู้อย่างนี้ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก....หนังเรื่องนี้เลยเป็นงานโชว์พาวผู้กำกับว่า ข้าทำหนังแอกชั่นเท่ๆได้ แต่ไม่ใช่หนังที่ดูแล้วมันส์ตามเลย

30. Angels and Demons (รอน ฮาเวิร์ด) อาจะมีหลายคนที่ประเมินหนังของเขาต่ำ เพราะโดน The Davinci Code เล่นงาน แต่เมื่อมาถึงภาคนี้ กลายเป็นว่านี่คือผลงานที่กลับมา"แก้มือ"ได้อย่างสมภาคภูมิ สนุกและน่าติดตามกว่า ทำให้เกิดความสนุกทั้งสมองและแอคชั่น

+++++++31. Let The Right one in (โทมัส อัลเฟร็ดสัน) จะชอบ Twilight(รวมทั้งหนังแวมไพร์เรื่องอื่นๆ) หรือเฉยๆ หรือ ไม่ชอบก็ตาม หนังเรื่องนี้ห้ามพลาดประการทั้งปวง++++++

32. Sunshine (2007- แดนนี่ บอยล์) ก่อนที่เขาจะทำ Slumdog Millionaire เขาพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาสามารถทำพล็อตที่ธรรมดา ให้มีอะไรที่น่าจดจำ อย่างน้อยไม่รู้สึกว่าตัวละครในเรื่องเป็นฮีโร่
กระนั้น เมื่อถึงฉากสยองของเรื่อง(ลูกเรือคนที่5) หนังเล่นสไตล์มากเกินเหตุ อย่างไรก็ดี หนังเรื่องนี้สมเป็น Masterpiece มากกว่า Slumdog ในชีวิตของแดนนี่ บอยล์

34. Pride and Prejudice (2005- โจ ไรต์) หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ลิซซี่ เบนเน็ตในหนังสวยกว่าหนังสือ แต่คิดว่าเขาแคสติ้งได้ถูก เพราะบุคลิกของเคียร่า ออกจะห้าวๆ บางมุมเธอไม่สวยเลย
แต่...มีเสน่ห์แบบเฉพาะ ส่วนตัวหนังดูเหมือนจะรีบเร่งไปหน่อย กระนั้น ในเมื่อโจ ไรต์ทำให้เคียร่า มีเสน่ห์ได้ ก็นึกเสียดายที่เขาน่าจะไปกำกับเรื่อง The Duchess ด้วย

+++ 35. Kill Bill Vol. 1 (2003 -เควนติน ทาเรนติโน)อาจจะดูเหมือนฝรั่งเล่นอะไรที่เป็นเอเชีย(คล้ายกับโอเรน อิชิอิที่พูดว่า นางเอกของเรื่องก็เป็นแค่ฝรั่งงี่เง่าเล่นดาบซามูไร) แต่จะมีซักกีเรื่องที่เล่นแล้วออกมาดูงดงาม และเลือดสาด แล้วเควนติน ทาเรนติโน่ก็ทำสำเร็จ อูมา เธอร์แมน...สุโค่ยยยยยย +++

 RIP DAVID CARRADINE ,GOODBYE BILL

เดือนมิถุนายน

ละครเวที และการแสดงอื่นๆ

++++++++++++++1.Cie Philippe Genty "Land'sEnd" (La Fete)- จะดูรู้เรื่องหรือไม่ แต่เทคพิเศษ หนูบอกตามตรงว่าให้ A++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

หนัง

36.Night at the Museum: Battle of the Smithsonian (ชอว์น เลวีย์) ยังสนุกแต่ความตลกคงทำได้แค่ร้องหึๆๆ

37.Terminator Salvation (แมคจี) กลายเป็นหนังที่ทั้งรักทั้งชัง ที่ชังเพราะไม่นึกเลยว่าคริสเตียน เบลจะฟอร์มตก ไม่รู้สึกอินแบบที่เขาเป็นแบทแมน ตรงกันข้ามคนที่โดดเด่นกว่าใครคือ แซม วอร์ธิงตันและแอนทัน เยลซิน แต่ที่ชอบคือ ฉากแอคชั่นที่สมจริง และอาจจะสมจริงกว่า Transformer

38.Dark Water(2005- วอลเตอร์ ซัลเลช)สะเทือนอารมณ์มากกว่าน่ากลัว  แต่เห็นน้ำไหลทีไรแทบอ้วกแตกอ้วกแตน ไม่กล้าดื่มโค้กและเป็ปซี่เลย อย่างไรก็ตาม เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ สวยมากกกกกกกกก

39.Drag Me to Hell (แซม ไรมี่) ขอนับถือนักแสดงหญิงในเรื่องนี้เลย โดยเฉพาะลอร์น่า เรเวอร์(ป้านรก) ที่บ้าบอยิ่งกว่าคือฉากจบ

40. Roommate เพื่อนร่วมห้อง..ต้องแอบรัก (กรัณย์ คุ้มอนุวงศ์) - อาจจะเป็นหนังผิดหวังแห่งปี จริงอยู่ว่าแนวคิด และพล็อตน่าสนใจมากๆ บวกนักแสดงที่เล่นได้เข้าถึงบทบาท(ยกเว้น บอล ที่ดูน่ารำคาญมากกว่าน่าติดตาม) แต่บทในหนังเป็นอะไรที่คำเดียวคือ...เฟค

41.+++++++ Up (พีท ดอกเตอร์) อยากรู้ว่าพิกซาร์ทำบุญไว้เยอะมากหรือเปล่า หนังแต่ละเรื่อง "โดน" สุดๆ  เรื่องนี้ก็ไม่ผิดหวัง เพียงแต่สิ่งที่ดูต่างจากเรื่องก่อนคือ หนังเริ่มเข้าถึงผู้ใหญ่มากขึ้น บางฉากจริงจัง เกือบรุนแรง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พิกซาร์โตแล้วโว้ยยยยยยย++++++++++

เดือนกรกฎาคม

42. Transformer2 :Revenge of the Fallen (ไมเคิล เบย์) ก่อนจะดูก็ทำใจไว้แล้วนะว่าจะต้องเจออะไรแบบ"ไมเคิล เบ๊ย์ ไมเคิล เบย์" แต่กลับกลายเป็นว่าสูตรสำเร็จที่กล่าวมา ดันมากเกินหมดมุข  ยิ่งไปกว่านั้น การที่หนังยาวกว่าภาคแรก เป็น2ชั่วโมงครึ่ง เพื่อที่จะเพิ่มหุ่นให้มากขึ้น กะเอามันส์ มากกว่าบท เป็นอะไรที่เหลือทน จนรู้สึกว่า "ไม่น่าสร้างภาคนี้เลย"

43. Public Enemy Number One (Jean-François Richet) - ตรงกันข้ามกับหนังเรื่องที่มีดีที่นักแสดง(รุนแรง แต่เท่และเคร่งขรึม) มันส์เพราะการลำดับภาพ แม้ว่าบางช่วงจะกระชับ รวดเร็วมากไป(ตัวเอกเข้าทำงาน กลับตัวกลับใจปุ๊บ ฉากต่อมา ตัวเอกตกงานเฉยเลย)และไม่แปลกใจหรอกที่ดูเรื่องนี้แล้ว จะรู้สึกเอาใจช่วยตัวเอก (แวงซองต์ แคสเซิล)ต่อให้บุคลิกของเขาจะโหด ใจหินก็ตาม

++44. Ice Age3: Dawn of the Dinosaurs (Carlos Saldanha, Mike Thurmeier )
- ฝีมือและแง่คิดของหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ยอดเยี่ยมเท่าหนังของพิกซาร์ แต่ก็เป็นอนเมชั่นที่ครบรส ตอบสนองคนดูได้สมบูรณ์ ทั้งผจญภัย สาระนิด
หน่อยๆ และที่เป็นเอกลักษณ์ของหนังชุดนี้คือ ความตลกโปกฮาจนท้องคัดท้องแข็งกันไปข้าง++

45.+++++Departure (โยจิโร่  ทาคิตะ) ถ้าฉันจะเอาอารมณ์กับความรู้สึกส่วนตัวออกไป เพราะดูเรื่องนี้ แล้วน้ำตาไหลแบบไม่อายคนข้าง จนหน้ากากอนามัยเปียก หนังเป็นอะไรที่เร้าอารมณ์คนดูมากๆ ทั้งดนตรีประกอบ การแสดงใหญ่ตามสไตล์ และปัญหาที่คลี่คลายด้วยความบั