moviereview

 

 Wonderful town

 

    ยอมรับตรงๆว่า ฉันตั้งใจดูหนังเรื่องนี้เมื่อปีที่แล้ว แต่ติดธุระส่วนตัวเพื่อเลี้ยงชีพเลยพลาด จนกระทั่งเมื่อหนังเรื่องนี้คว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยมจากสุพรรณหงษ์ซึ่งฉันไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไร แล้วนำกลับมาฉายอีกครั้ง โอกาสที่พลาด ก็เป็นจริง อย่างไรก็ตาม ถึงฉันจะไม่เชื่อถือกับรางวัลที่ว่า พอดูหนังเรื่องนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่า"นี่หรือหนังยอดเยี่ยมแห่งปี" ดังนั้นจะดูหนังเรื่องนี้ทั้งที โปรดเอาความคิดเรื่องได้รางวลรางวัลออกไป แล้วเบิกตา ดื่มด่ำบรรยากาศปักษ์ใต้ภายในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อเข้าใจความมุ่งมั่นอุตสาหะของคนกลุ่มเล็กๆ แต่ความคิดสร้างสรรค์มหาศาล จนกลายเป็หนังที่ควรค่าแกการจดจำ

  หนังถ่ายทอดผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิ ซึ่งสร้างนำความสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง โดยพาผู้ชมเข้าสู่ชีวิตของหญิงสาวท้องถิ่นประจำโรงแรมที่ห่างไกลจากเมืองใหญ่ เธอคนนั้นกำลังผูกสัมพันธ์กับสถาปนิกหนุ่มกรุงเทพซึ่งมารับงาน และมาพักอาศัยในโรงแรมของเธอ หนังให้รายละเอียดเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้นมากพอสมควร ซึ่งรู้สึกแทงใจไม่น้อยเมื่อรู้ว่าเธอมีการศึกษาระดับสูง แต่ต้องกลับมาดูแลโรงแรมอันเหงียบเหงา และทรุดโทรม ขณะเดียวกันหนังก็ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับ"เขา" สถาปนิกที่เข้ามาทำงาน และเข้ามาในชีวิตของเธอ แต่อารมณ์ ความรู้สึกของคนทั้งสองบ่งบอกได้ว่า เธอและเขาเคยสูญเสีนคนที่รักมากที่สุดในเหตุกาณ์ที่กล่าวมาข้างต้น บวกกับบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยภูเขาสีเขียวชอุ่ม อากาศยามเช้าจนถึงตกค่ำและเสียงคลื่นซัดชายหาด เลยความรู้สึกที่ว่า ต้องการความรักซึ่งกันและกัน

  แน่ละคงคิดว่าความรักของพวกเขากับบรรยากาศเป็นใจจะทำให้คนดูรู้สึกดี แต่แล้วหนังก็เริ่มกลั่นแกล้ง กดดันคนดูเรื่อยๆเพราะหลังจากซึมซับความงดงาม ก็เผยด้านมืดของเมืองที่พวกก่อร่างสร้างตัว ว่าจากสงบ เรียบง่ายกลายเป็นความอึดอัดและสิ้นหวัง จนนำไปสู่จุดหักมุมซึ่งแสดงให้เห็นว่าชนบทที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติงดงาม ห่างไกลจากป่าคอนกรีต ใช่ว่าจะสงบและเป็นกันเองเสมอไป ดังนั้นเพื่อให้ตนเองรู้สึก เข้าถึง และเข้าใจเจตนารมณ์ของหนัง การดูหนังเรื่องนี้ในโรงจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

  อีกอย่างที่น่าสนใจคือ เมื่อดูจบแล้ว มีคนถามว่าดูหนังสนุกหรือเปล่า ประมาณว่าดูแต่อะไรๆที่หวือหวา กระชับฉับไว ฉันคิดว่าการดูหนังเรื่องก็สนุก...ในแบบของความแตกต่าง.....

YEAR SHORT - REVIEW 2009

posted on 01 Feb 2009 21:45 by initiala0099

เดือน มกราคม
...............

1.Happy Go Lucky(ไมค์ ลีห์) - แม้ว่าแซลลี ฮอว์กกินส์จะยอดเยี่ยม แต่คนที่แสดงเป็นครูสอนฟลามิงโก้นะสิ...จอมขโมยซีนแห่งปี (กระนั้น ออสการ์และบาฟต้าใจไม้ไส้ระกำสุดๆที่ตัดสิทธิ์แซลลี อย่างไม่ไยดี)

2. Mulholland Drive (2001-เดวิด ลินช์)- ลอร่า ฮาร์ริงไม่เท่าไร แต่นาโอมิ วัตส์ โอ้ยไม่ไหวแล้ววววววววววววววววววว

3. Red Cliff 2 (จอห์น วู)- ความสนุกแบบภาคแรกที่เคยทำยังอยู่ แต่ช่วงท้ายๆกลับกลายเป็น"จิวยี่ โชว์" ยิ่งไปกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าเหว่ยกับ"คุณปลื้มหมายเลข2" ไม่จำเป็นต้องใส่ จึงรู้สึกว่า จอห์น วู น่าจะทำให้จบภายในภาคแรก ม้วนเดียวซะดีกว่า

4.Defiance (เอ็ดเวิร์ด ซวิก) ดูเหมือนว่าหลังจากทำเรื่อง Blood Diamond ฝีมือตกลงไปเห็นได้ชัด แม้เรื่องราวของพวกเขาน่าสนใจ และคาดว่าหนังคงออกมาทรงพลัง แต่ภาพที่ปรากฏกลับรู้สึกว่าธรรมดา เรื่อยๆไม่มีอะไรน่าจดจำ ยิ่งไปกว่านั้น เดเนียล เครกยังไม่สามารถสลัดภาพเจมส์ บอนด์ได้เลย อย่างไรก็ตามกลับชอบเจมี่ เบลล์ และรู้สึกมีกลิ่นอายโฮโมอีโรติกบ้าง

เดือนกุมภาพันธ์
.........................

5. โหด หน้า เหี่ยว 966 (ยอร์ช ฤกษ์ชัย) สงสัย ยอร์ชคงจะหากินกับหนังแนวนี้ พร้อมทั้งจาตุรงค์ โก๊ะตี๋ และค่อม ชวนชื่นในชีวิตนี้กระมัง......แต่หนังฮาอุนจิอุนจิแตนเลยพับผ่าสิ กระนั้นรู้สึกว่าจ๋า น่ารำคาญจริงๆ

6. ท้าชน (ธนากร พงษ์สุวรรณ) ตั้งใจจะดูเอามันส์ แต่สิ่งที่คิดว่ามันเหลือทนจริงๆคือ ตากล้องเมาเหล้าเมายาอีกแล้ว

7. Revolutionnary Road (แซม เมนเดส) การแสดงของลีโอนาร์โด ดู"พยายาม"เกินไปบ้าง แต่ก็เข้ากับสภาพชีวิตและสังคมในหนังและการแสดงที่นิ่ง แต่ข้างในพร้อมที่จะระเบิดได้ทุกเมื่อของ เคต วินเสล็ต โดยมี  ไมเคิล แชนนอนเป็นผู้จุดชนวน ผลก็คือ หนังสะท้อนความแตกสลายของครอบครัวในอุดมคติระดับมาสเตอร์พีส ที่คณะกรรมการมองข้ามอย่างไม่ไยดี

8. Fuse Camp รวมพลหนังรัก - ชอบหนังของ"ขลุกขลุ่ย" มากที่สุด เทคนิคที่ก๊องแก๊งอย่างจงใจ รองลงมาก็ Faith and Believe และก็ ตัวอย่างหนังเรื่อง "มนุษย์ต่างด้าว"ก็ฮาได้ใจ (แต่กลัวว่า หนังจริงๆ จะไม่...) ส่วนหนังของฉันเหรอ ฉายจบ คนดูเงียบ มีคนถามแค่ 2 คน คนบอกว่าชอบหนังเรื่องนี้แค่คนเดียว(!!!!!!!!!!!~??????????)

9. The Reader (สตีเฟ่น ดัลด์รี้) จะอ่านหนังสือมาก่อน หรือไม่อ่าน ก็ไม่รู้สึกผิดหวังเลย แต่คิดว่าฉากเซ็กซ์ในหนัง ดูแล้วกดดันและหดหู่พอๆกับฉากในศาล และคิดเหมือนกันว่า เคต วินสเล็ตใน Revolutionary Road ดีกว่าเรื่องนี้ กระนั้นคนที่ได้ใจไปเต็มๆคือ ลีน่า โอลิน และ เดวิด ครอส

10. A Moment in June (ณัฐพล วงตรีเนตรกุล) อาจจะเริ่มต้นด้วยความเนิบช้า แต่เมื่อถึงตอนสุดท้าย ความชื่นชอบก็พุ่งขึ้น(กระนั้นนักแสดงบางคนก็รู้สึกขัดๆ ไปบ้าง อิอิ) และหนังรักหลากรสเรื่องนี้ก็มีรสชาติที่แตกต่างจากหนังเรื่องอื่นๆ(แบบ Love Actually,ปิดเทอม์ใหญ่ฯ) ตรงที่การนำเทคนิคละครเวทีมาเป็นจุดศูนย์กลางของหนังเรื่องนี้และขณะที่เรื่องอื่น กระจัดกระจายกันไป เมื่อถึงตอนท้าย ก็นำมาผูกเป็นโบว์สวยงามเท่านั้น แต่หนังเรื่องนี้ กลับขมวดปมให้คนดูค่อยๆแกะจนกลายเป็นเชือกเส้นเดียวกัน

11. The Wrestler(ดาเรน อโรนอฟสกี้) นี่คืออัตชีวประวัติของ มิคกี้ รู้ค แต่เปลี่ยนจากวงการหนัง เป็นวงการมวยปล้ำ

12. The Curious case of Benjamin Button (เดวิด ฟินเชอร์) คิดว่าน่าจะดีกว่านี้ เหมือนกับตัวอย่างหนังดูแล้วซึ้ง โดนใจมากกว่าตัวหนัง และต่อให้แบรด พิทท์จะพลิกบทบาทเปลี่ยนไปอย่างไร
เมื่อเติบโตขึ้น อายุมากขึ้น ก็ยิ่งเป็นแบรด พิทท์มากขึ้นเท่านั้น มากกว่าเป็นเบนจามิน ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับเคท แบลนเช็ท ที่รู้สึกเสียดายที่สถาบันรางวัลมองข้ามเธออย่างไม่ไยดี (อีกราย)

เดือนมีนาคม

13. Milk (กัส แวนต์ แซงต์) ถ้าสามารถให้ออสการ์ดารานำชายยอดเยี่ยมได้ 2คน คนแรกคือ มิคกี้ รู้ค คนที่สองคือ ฌอน เพนน์ ซึ่งการปรากฏตัวของเขา แทบอยากจะร้องว่า "นี่ไม่ใช่ฌอน เพนน์" แต่ก็เป็นไปแล้ว และเป็นเกย์ที่มีอาณุภาพทำลายล้างสูงมากๆ แม้ว่าในหนังมักจะถ่ายทอดตัวเขา(หรือเธอ) ราวกับเป็นฮีโร่ขวัญใจชาวสีรุ้งก็ตาม

14. Slumdog Millionaire (แดนนี่ บอยล์) สมจริงจนรู้สึกว่าตัวเองกำลังดิ้นรนไม่ต่างจากตัวเอกของเรื่อง และสมเหตุสมผล แม้ว่าช่วงท้ายจะคลี่คลายได้ง่ายไปหน่อย  จริงๆแล้วอยากให้บทของเฟรดา พินโตมีมากกว่านี้ จะดีเยี่ยม

15. Watchmen (แซค สไนเดอร์) แอบสะใจอยู่ลึกๆสำหรับคนที่จะไปดูอะไรๆแบบ X-Men,Superman อะไรทำนองนั้น ไม่ใช่เลย และความยาว163นาทีของหนังกลับไม่รู้สึกว่าน่าเบื่อ มีอะไรให้ขบคิด (นึกไปก็สยองปนสังเวช หรือาจจะสาแก่ใจถ้ามีใครจัดการปัญหาใหญ่ แบบใครบางคน ซึ่งนึกถึง V for vendetta)เห็นความแตกต่างจากหนังซุเปอร์(แอนตี้)ฮีโร่เรื่องอื่นๆ อย่างสุดขั้ว แม้ช่วงท้ายจะแผ่วปลายสุดๆ และไม่อยากให้จบเลยซะด้วยซ้ำ

16. ความจำสั้น แต่รักฉันยาว (ยงยุทธ ทองกองทุน) การแสดงของสี่นักแสดง โดยเฉพาะคู่รักรุ่นสูงวัย ที่โดดเด่นกว่าใคร อาจจะทำให้หนัง "โดน"ได้มากกว่านี้ ถ้าคนทำเลิกเอาดาราประจำ GTH มาโผล่หน้ามากเกินความจำเป็น จนเกือบทำลายความน่าเชื่อถือของหนัง


เดือนเมษายน

17. CloverField (2008 แมตต์ รีฟฟ์) ช่วงแรกๆน่าเบื่อ แต่ทันทีที่"พวกมัน"ปรากฏตัว ก็กระชากอารมณ์ ต่อให้กล้องจะเวียนหัวกี่รอบ ก็ยังหลอกหลอนและสยองอยู่ตลอด ดูจบแล้วอยากร้องกรี๊ด

18. Fast and Furious 4(จัสติน ลิน) แปลกมั้ยที่คิดว่าทำไม้ทำไม รัศมีสีม่วงระหว่างวิน ดีเซล(น่าจะเป็นคนเหล็กได้เลย บุคลิกแบบนี้) กับ พอล วอล์กเกอร์ถึงฟุ้งกระจาย

19.Knowing (อเล็กซ์ โปรยาส)ถ้าประเด็นโลกร้อนที่เกร่อสุดๆในหนังฮอลลีวู้ด ดูหน่อมแน้มใน The Day The earth stood still ฉบับรีเมก หรือการทำลายล้างโลกที่รู้สึกหัวใจพองโตใน Armageddon หนังเรือง Knowing จะนำ2อย่างเข้าด้วยกัน แล้วทำลายความหวังที่จะเห็นอะไร"ฟีลกู้ด"อย่างราบคาบ

20.Scream 2(1997 เวส คราเวน) รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้กำลังเข้าสู่หนังแอคชั่นอยู่ทุกขณะ เช่นกันที่เนฟ แคมป์เบลล์(คิดถึงสุดๆ)กำลังจะกลายเป็นจอห์น แมคเคลนเวอร์ชั่นผู้หญิงในหนังเชือดและ คิดว่ายังมันส์กว่าหนังแบบไมเคิล เบย์ อยู่เยอะเลย

21.Race to Witch Mountain (แอนดี้ ฟิคแมน) แรกๆก็เกือบหลับ แต่ช่วงหลังเริ่มตื่นๆ กระนั้นรู้สึกว่าไม่มีอะไรให้น่าจดจำ ต่อให้มีแอนนาโซเฟีย ร้อบบก็ตาม

22.ก้านกล้วย 2 (ทวีลาภ ศรีวุฒิวงศ์ ) จะบอกว่าสนุกกว่า ฮากว่าภาคแรก แต่ช่วงหลังจะเป็นอะไรที่"เกินจินตนาการ"สุดๆจนอ้าปากค้าง (เดี๋ยวเขียนเล่ายาวๆว่าจะอะไรถึงทำให้อ้าปากค้าง)